การพัฒนาเว็บไซต์

ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาหน่วยงานด้านต่าง ๆ เช่น ธุรกิจ การบริหาร การบริการ สาธารณสุข การท่องเที่ยว  การศึกษา ซึ่งหน่วยงานใดมีข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันสมัย มีการจัดเก็บและค้นคืนที่เป็นระบบและรวดเร็ว ย่อมได้เปรียบในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์นั้น ๆ

การเผยแพร่ความรู้และข้อมูลข่าวสารบนเว็บไซต์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้อย่างแพร่หลายและกว้างขวางทั้งในและนอกระบบกระจายไปทุกที่ทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง เวลา และสถานที่ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจึงทำให้เกิดสังคมยุคสารสนเทศที่มีข้อมูลข่าวสารอย่างไม่มีขีดจำกัด และสังคมยุคสารสนเทศนี้เองทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องการที่จะพัฒนาเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลของตนเอง ซึ่งการพัฒนาต้องมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง เช่น บุคลกรที่มีความชำนาญ  ระยะเวลา งบประมาณ ทิศทางของเทคโนโลยี เป็นต้น

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการพัฒนาเว็บไซต์ได้ก้าวล้ำไปมาก หากจะเทียบกับยุคการพัฒนา
เว็บเพจในยุคแรก ๆ การศึกษาเพื่อเขียนโปรแกรมบนเว็บจะเป็นแบบลำดับขั้นคือ ผู้เรียนต้องศึกษาเป็นขั้นตอนว่าการพัฒนาเว็บไซต์เว็บหนึ่งต้องเรียนรู้เครื่องมือหลายชนิดด้วยกัน และใช้เวลายาวนาน อาจเป็นครึ่งปีหรือมากกว่านั้น แต่ในปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้ที่จะศึกษาหรือเขียนเว็บไซต์ สามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมีเว็บแบบสำเร็จรูปให้เลือกใช้งานและมีซอร์สโค้ดให้
ดาวน์โหลดมากมายซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยปัจจุบันเทคโนโลยีในการพัฒนาเว็บสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคด้วยกัน คือ

  1. /Static/Web/เป็นการเขียนเว็บไซต์แบบธรรมดาที่สร้างด้วยภาษา HTML อย่างเดียวหรืออาจมีภาษาสคริปต์ทางฝั่งไคลเอนต์ (Client-Side Script) เช่น JavaScript และ VBScript ร่วมด้วย ซึ่งลักษณะของ Static Web จะมีเนื้อหาและรูปแบบคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จนกว่าจะมีการแก้ไขข้อมูลที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์
  2. /Dynamic/Web/เป็นการพัฒนาต่อมาจากยุคของ Static Web มีการใช้สคริปต์ทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (Server-Side Script) มาช่วยในการเพิ่มความสามารถของเอกสาร HTML ในการติดต่อกับฝั่งเซิร์ฟเวอร์ โดยอาศัยการประมวลผลของเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อทำงาน ลักษณะของ Dynamic Web คือสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาหรือรูปแบบของเว็บไซต์ได้เรื่อย ๆ ตามวัน ตามเวลา หรือตามที่ผู้ใช้ร้องขอ        ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้พัฒนาเว็บแบบ Dynamic Web ในช่วงแรกคือ CGI (Common Gateway Interface) ภาษาที่ใช้เขียนสคริปต์นี้เช่น C และ Perl ต่อมาได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีการทำงานคล้าย ๆ CGI เพื่อทำงานทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์หลายค่าย อาทิเช่น ASP (Microsoft), PHP (Open Source) และ JSP (Sun Microsystems)
  3. /Web Services คือแอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรมที่ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งในลักษณะให้บริการ โดยจะถูกเรียกใช้งานแอพพลิเคชั่นจากโปรแกรมอื่น ๆ คือ PHP, ASP, JAVA และ Python ผ่านทางหน้าเว็บ จุดประสงค์หลักของ Web Services คือการทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกัน สามารถติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ถึงแม้จะใช้โปรแกรมทำงานหรือระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน โดยจะใช้ภาษา XML เป็นภาษากลางในการสื่อสารผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ๆ

การพัฒนาเว็บไซต์ต้องใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือหลายแบบหลายชนิด ทั้งภาษาสคริปต์ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ฐานข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูล และกราฟิกในการออกแบบเว็บไซต์ เป็นต้น   ในที่นี้จะกล่าวถึงเทคโนโลยีและเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์ที่เน้นเฉพาะโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ เนื่องจากเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

เว็บไซต์

โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ คือ ซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ใด ๆ โดยซอฟต์แวร์มีการเปิดเผยซอร์สโค้ด (Source Code) และอนุญาตให้สาธารณชนนำไปเผยแพร่และพัฒนาต่อยอดได้อย่างเสรี ก่อให้เกิดความร่วมมือในการทำงานอย่างไร้พรมแดนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การใช้งานโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์จะต้องเป็นไปตามข้อสัญญา GPL (General Public License) ซึ่งภาษาสคริปต์ PHP และฐานข้อมูล MySQL ก็เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่กำลังได้รับความนิยมในการนำไปพัฒนาเว็บไซต์สำเร็จรูปแบบ Dynamic Web ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถแก้ไข ดัดแปลง และปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยผู้ใช้ไม่ต้องมีความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรม ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากร งบประมาณ และเวลาในการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ลักษณะของเว็บไซต์สำเร็จรูปนี้จะแบ่งออกอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 ลักษณะตามวัตถุประสงค์การนำไปใช้คือ

  1. /ระบบจัดการเนื้อหา (Content Management System :/CMS) เป็นระบบจัดการคอนเทนท์หรือเนื้อหาของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นด้วยภาษาสคริปต์เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ช่วยประหยัดทรัพยากรในการพัฒนาและบริหารเว็บไซต์ ทั้งเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแล ซึ่งระบบ CMS นี้จะมีระบบการทำงานส่วนย่อยของโปรแกรม เรียกว่า โมดูล เช่น ข่าวประชาสัมพันธ์ ระบบสมาชิก ระบบค้นหาข้อมูล แบบสำรวจความคิดเห็น และกระดานสนทนา เป็นต้น ตัวอย่างระบบ CMS ที่ได้รับความนิยม เช่น Mambo,  XOOPS และ Postnuke เป็นต้น
  2. /ระบบจัดการเรียนการสอน (Learning Management System : LMS) เป็นระบบที่ใช้จัดการเนื้อหาหรือสารสนเทศสำหรับการสอน ซึ่งนำเสนอเนื้อหาด้วยตัวอักษร ภาพนิ่ง วีดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหวและเสียง โดยใช้เทคโนโลยีเว็บ (Web Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา ซึ่งระบบ LMS นี้จะมีระบบการทำงานส่วนย่อยของโปรแกรม หรือ โมดูล อยู่มากมาย เช่น เนื้อหาบทเรียน แบบทดสอบ คะแนน ดาวน์โหลดเอกสาร ส่งการบ้าน และการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เป็นต้น ตัวอย่างระบบ LMS ที่ได้รับความนิยมเช่น Moodle, Atutor และ LearnSquare เป็นต้น

 

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *